
ศาลฎีกาเปิดการไต่สวนคดีจริยธรรมร้ายแรงต่อกลุ่มนักการเมือง 44 คน รวมถึงผู้นำฝ่ายค้าน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และอีกเก้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชน จากกรณีมีบทบาทผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา คดีดังกล่าวมีจุดเริ่มจากความพยายามของพรรคการเมืองรุ่นก่อนหน้าของกลุ่มนี้ที่ยื่นร่างกฎหมายแก้ไขมาตรา 112 ต่อสภาเมื่อปี 2564
คดีถูกยื่นโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในรูปคดีแพ่งต่อศาลฎีกา โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้ง 44 รายซึ่งเป็นนักการเมืองปัจจุบันและอดีตกระทำผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง หากศาลมีคำพิพากษาว่ามีความผิด ผู้ถูกกล่าวหาอาจเผชิญโทษแบนจากการดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต และถูกตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างฝ่ายค้านในสภาฯ เนื่องจากพรรคประชาชนเพิ่งคว้าอันดับสองในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
มาตรา 112 ซึ่งเป็นหัวใจของข้อพิพาทในครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายคุ้มครองพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์จากการถูกดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาท โดยกำหนดโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปีต่อความผิดหนึ่งกรรม ความพยายามยื่นร่างกฎหมายเมื่อปี 2564 เพื่อแก้ไขบทบัญญัติดังกล่าวเคยเป็นนโยบายสำคัญของพรรคก้าวไกล ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเมื่อปี 2567 ให้ยุบพรรค โดยเห็นว่าการผลักดันนโยบายปฏิรูปสถาบันเป็นการพยายามล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข สมาชิกส่วนใหญ่ของก้าวไกลจึงย้ายมารวมตัวตั้งพรรคใหม่ในชื่อพรรคประชาชน ซึ่งสิบคนในนั้นขณะนี้ตกเป็นจำเลยในคดีจริยธรรมนี้
ในการพิจารณาคดีครั้งล่าสุด ฝ่ายอัยการได้ยื่นรายชื่อพยานรวม 17 ปากต่อศาลฎีกา ครอบคลุมเจ้าหน้าที่จากรัฐสภาและจาก ป.ป.ช. โดยพยานปากแรกมีกำหนดขึ้นเบิกความในวันที่ 25 สิงหาคม ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวต่างประเทศรายงานว่า ไม่มีสมาชิกรัฐสภาที่เป็นจำเลยเดินทางมาปรากฏตัวในห้องพิจารณาคดี ศาลกำหนดนัดไต่สวนพยานเพิ่มเติมอีกสองนัดในเดือนกันยายนและตุลาคม ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาสำคัญในการกำหนดชะตาทางการเมืองของผู้นำฝ่ายค้านและเครือข่ายนักการเมืองสายปฏิรูปกฎหมายสถาบันของไทย