
กระแสการย้ายถิ่นจากเมียนมาสู่ประเทศไทยเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญช่วงต้นปีนี้ โดยองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ของสหประชาชาติเผยว่า มีชาวเมียนมาเกือบ 700,000 คนเดินทางเข้ามาในไทยในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน สะท้อนแรงกดดันด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมที่ทวีความรุนแรงในประเทศซึ่งยังเผชิญความขัดแย้งภายในและวิกฤตด้านมนุษยธรรมอย่างยืดเยื้อ
รายงานของ IOM ระบุว่า ชาวเมียนมาจำนวน 687,000 คนเข้าสู่ไทยผ่านด่านชายแดนหลักในจังหวัดตาก ระนอง กาญจนบุรี และเชียงราย ภายในระยะเวลาเพียงสี่เดือน โดยปัจจัยผลักดันสำคัญมาจากกฎหมายเกณฑ์ทหารของทางการเมียนมา รวมถึงผลกระทบต่อเนื่องจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภาคกลางของประเทศเมื่อปีก่อน ทำให้ประชาชนจำนวนมากพยายามหลีกเลี่ยงการถูกเกณฑ์และมองหาโอกาสทำกินในประเทศเพื่อนบ้าน
ข้อมูลเชิงลึกจากการสัมภาษณ์ผู้เดินทาง 3,504 คนโดย IOM ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของกลุ่มคนที่เคลื่อนย้ายข้ามแดน โดย 41% ไม่มีเอกสารทางการ ขณะที่แรงจูงใจในการเดินทางมีทั้งด้านเศรษฐกิจและความปลอดภัย เช่น 29% เดินทางมาเพื่อการค้า 28% มาเยี่ยมหรือพบครอบครัวและเพื่อนฝูง 9% มุ่งหางานทำ และ 6% ระบุว่าหนีจากความขัดแย้ง นอกจากนี้ประมาณ 11% ถูกจัดเป็นผู้เดินทางระยะยาวเนื่องจากไม่แน่ใจระยะเวลาพำนักในไทย สะท้อนว่าบางส่วนอาจไม่ได้มองการอยู่ในไทยเป็นเพียงทางผ่านระยะสั้น
รายงานยังชี้ว่า ไทยไม่ได้เป็นจุดหมายปลายทางเดียวของการอพยพจากเมียนมา ผู้เดินทางบางส่วนมุ่งหน้าต่อไปยังมาเลเซียผ่านจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย แต่ข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางนี้ยังมีจำกัด ทำให้การติดตามและประเมินขนาดของการเคลื่อนย้ายประชากรทำได้ยาก ท่ามกลางภาพรวมที่เมียนมากำลังเผชิญภาวะฉุกเฉินด้านมนุษยธรรมจากการสู้รบ การย้ายถิ่นขนาดใหญ่ และปัจจัยซ้ำซ้อนอย่างเศรษฐกิจถดถอยและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งองค์กรด้านมนุษยธรรมประเมินว่าจำเป็นต้องมีการตอบสนองแบบบูรณาการทั้งด้านการทูต ความช่วยเหลือฉุกเฉิน และการพัฒนาระยะยาว